บทความ เรื่อง "การสื่อสารที่ได้ผล"   โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ขวัญฟ้า รังสิยานนท์)

 

            การสอนเป็นกระบวนการที่ช่วยให้ผู้เรียนได้รับความรู้และประสบการณ์เพิ่มขึ้น ผู้สอนไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่หรือครู จะเกิดความพอใจ
ถ้าลูกหรือลูกศิษย์ปฏิบัติตามสิ่งที่สอน แต่บางครั้งพ่อ แม่ หรือครูก็เกิดความผิดหวังเมื่อลูก/ผู้เรียนไม่กระตือรือร้น ไม่ปฏิบัติตาม หรือไม่ปรารถนา
ที่จะเรียนรู้ ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การสอนประสบผลสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพความสัมพันธ์ระหว่าง พ่อแม่กับลูก ครูกับลูกศิษย์
การที่จะเกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนอันจะทำให้การสอนมีประสิทธิภาพ และเด็กได้รับการพัฒนาตามธรรมชาติและพัฒนา
อย่างเต็มตามศักยภาพนั้น ต้องอาศัยสะพานเชื่อมโยงระหว่างบุคคลสองฝ่าย ซึ่งก็คือ การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ นั่นเอง

            การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) ของโธมัส กอร์ดอน (Thomas Gordon) เป็นวิธีปฏิสัมพันธ์
ของผู้ใหญ่ที่สื่อสารกับเด็กด้วยการให้ความเคารพต่อความรู้สึกและความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็ก โดยผู้ใหญ่ใช้การสื่อสารกับเด็กเพื่อให้เด็ก
เข้าใจปัญหาและแก้ปัญหาด้วยตนเอง การสื่อสารวิธีนี้จัดอยู่ในหลักการของการให้ความเคารพซึ่งกันและกันด้านการมีปฏิสัมพันธ์ของผู้ใหญ่กับเด็ก ซึ่งเป็นเทคนิคที่มีการนำไปใช้กันอย่างกว้างขวาง ตามแนวคิดของกอร์ดอน สิ่งที่สำคัญในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ คือ การกำหนดพฤติกรรมที่ยอมรับได้
และพฤติกรรมที่ไม่ยอมรับ ต่อมาเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นผู้ใหญ่ก็สามารถจะตรวจสอบสถานการณ์และตัดสินใจได้ว่าใครเป็นเจ้าของปัญหา บางปัญหา
ก็เป็นปัญหาของเด็ก บางปัญหาก็เป็นปัญหาของผู้ใหญ่ และบางปัญหาก็เป็นปัญหาของเด็กและผู้ใหญ่ วิธีในการดำเนินการกับปัญหาจะขึ้นอยู่กับ
การเป็นเจ้าของปัญหา งานหลักสำหรับวิธีการนี้ คือ การพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคลแต่ละคนและภายในกลุ่ม การช่วยให้เด็กรู้ถึงศักยภาพ
ของตน และมองตัวเองในทางบวก

การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย

            1. การรับฟังปัญหาและสะท้อนความรู้สึกของเด็ก (Active Listening) ในกรณีที่เด็กเป็นเจ้าของปัญหา ผู้ปกครองและครูค
วรรับฟังปัญหาของเด็กด้วยจิตใจที่ว่าง ปลอดจากเรื่องราวต่าง ๆ มองปัญหาในมุมมองของเด็ก เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเด็ก มีปฏิสัมพันธ์กันแบบตัวต่อตัว
มองหน้าและสบตากันในระดับเดียวกัน สนใจฟังและพยายามจำแนกความรู้สึกของเด็กให้ออก ใช้คำพูด ทบทวน ย้ำเกี่ยวกับความรู้สึกหรือความหมาย
ที่แฝงอยู่ในการสื่อสารที่ผู้ใหญ่สามารถสำรวจพบจากการสื่อสารของเด็ก โดยสะท้อนข้อมูลทั้งความรู้สึกและเหตุผลย้อนกลับไปให้เด็กเกิดความเข้าใจ
ในเหตุผลและความรู้สึกที่แท้จริง หลังจากนั้นผู้ใหญ่อาจช่วยให้เด็กแสวงหาวิถีทางในการแก้ปัญหา ซึ่งอาจมีหลายวิธีที่จะทำได้ สนับสนุนให้เด็ก
ได้เลือกวิถีทางที่เหมาะสมกับเด็กมากที่สุด ซึ่ง การรับฟังปัญหาและสะท้อนความรู้สึกของเด็กเป็นการแสดงการยอมรับเด็กและส่งเสริมให้เด็กเปิดเผย
ความจริงที่เป็นสาเหตุให้เด็กไม่สบายใจ การฟังและช่วยสะท้อนความรู้สึกของเด็กจะช่วยให้เด็กรู้ถึงปัญหาของตนเองและหาทางแก้ปัญหาของตนเอง
ขอยกตัวอย่างการใช้การรับฟังปัญหาและสะท้อนความรู้สึกของเด็ก ดังนี้

                        อาร์ม : วันนี้โอไม่เล่นกับผม แล้วก็ไม่ตามใจผมด้วย

                        แม่ : ลูกโกรธโอที่ไม่ยอมเล่นด้วยใช่ไหมจ๊ะ

                        อาร์ม : ใช่ครับ ผมจะไม่มีวันยอมเล่นกับเขาอีกต่อไป ผมไม่อยากให้เขาเป็นเพื่อนผมหรอก

                        แม่ : ลูกคงต้องถูกปล่อยให้อยู่คนเดียว

                        อาร์ม : จริงด้วย ผมคงต้องหาทางคืนดีกับโอ แต่มันก็อดโมโหโอไม่ได้

                        แม่ : อ๋อ ลูกอยากเข้ากับโอให้ดีกว่านี้ แต่ลูกก็อดโมโหไม่ได้

                       อาร์ม : ใช่ครับ เมื่อก่อนเขาทำตามที่ผมสั่งเสมอ แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้เป็นยังไง เขาไม่ยอมทำตามใจผมเลย

                        แม่ : ตอนนี้โอไม่ยอมทำตามใจลูกเลย

                        อาร์ม : เขาไม่ยอมฟังอะไรเลย คงเพราะเขาโตขึ้น ไม่ใช่เด็กอย่างเมื่อก่อน แต่เขาก็เล่นสนุก
                                   กว่าเมื่อก่อนมาก

                        แม่ : ลูกชอบโอตรงที่เขาเล่นสนุกกว่าเมื่อก่อน ใช่ไหมจ๊ะ

                        อาร์ม : ครับ แหมแต่ไม่ให้ผมสั่งให้โอทำตามเสียเลยมันยากนะแม่ ผมเองก็ชินเสียแล้ว บางที

                        ผมว่านะ คงจะดีนะแม่ ถ้าผมจะตามใจโอบ้าง แม่ว่าวิธีนี้จะได้ผลไหมครับ

                        แม่ : ลูกคิดว่ายอมตามใจโอบ้าง ก็จะได้ไม่ทะเลาะกัน ใช่ไหมจ๊ะ

                        อาร์ม : ครับ อาจได้ผลนะครับแม่ ผมจะลองวิธีนี้ดู

 

            2. การสะท้อนความรู้สึกและปัญหาของตนเอง (I message) เมื่อผู้ใหญ่เป็นเจ้าของปัญหาก็จะใช้อีกเทคนิคหนึ่ง คือเทคนิคการสะท้อนความรู้สึกและปัญหาของตนเอง เป็นวิธีการของผู้ใหญ่ที่สะท้อนกลับไปหาเด็กด้วยคำพูดให้เด็กฟังอย่างชัดเจนว่า พฤติกรรมนั้นๆ
ของเด็กก่อปัญหาให้กับผู้ใหญ่ และผู้ใหญ่รู้สึกอย่างไรต่อพฤติกรรมนั้น เป็นการกล่าวที่เด็กรับรู้ว่าเด็กคือบุคคลที่จะแก้ปัญหานั้น เพราะเป็นการเชิญ
ให้เด็กมาร่วมแก้ปัญหามากกว่าการบอกสิ่งที่ต้องการให้เด็กกระทำ และหลีกเลี่ยงการทำร้ายเด็กหรือการทำลายความสัมพันธ์ของผู้ใหญ่กับเด็ก เพราะเป็น
การเชื้อเชิญให้เด็กช่วยแก้ปัญหา จะเป็นการแก้ปัญหาที่ยอมรับซึ่งกันและกัน การสื่อสารวิธีนี้จึงทำให้ผู้ฟังรับฟังด้วยความเต็มใจมากกว่าที่จะโต้แย้ง
หรือปกป้องตนเององค์ประกอบในการใช้เทคนิคการสะท้อนความรู้สึกและปัญหาของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพมี 3 องค์ประกอบ ได้แก่

                        2.1 พฤติกรรม : เป็นการกล่าวถึงพฤติกรรมที่เป็นปัญหา
                        2.2 ความรู้สึก : เป็นการกล่าวถึงความรู้สึกของตนเอง
                        2.3 สาเหตุของความรู้สึก : เป็นการอธิบายสาเหตุที่ทำให้ตนเองเกิดความรู้สึกเช่นนั้น

            จากพฤติกรรมนั้น ขอเสนอตัวอย่างการใช้การสะท้อนความรู้สึกและปัญหาของตนเอง จากคุณแม่ท่านหนึ่งที่มีลูกชายวัย 6 ขวบที่ลูกเดินย่ำโคลน
เข้ามาในห้องรับแขกที่คุณแม่เพิ่งจะทำความสะอาดไป คุณแม่ท่านนี้ได้ใช้คำพูดสะท้อนความรู้สึกและปัญหาของตนเองกับลูกว่า

            แม่รู้สึกหงุดหงิดมาก ที่เห็นพื้นสกปรกเพราะแม่เพิ่งทำความสะอาดไปเมื่อสักครู่

ผลที่ได้รับคือลูกชายรู้สึกว่าตนเองผิดรีบถอดรองเท้าแล้วไปเอาผ้ามาเช็ดพื้น โดยที่คุณแม่ไม่ต้องสั่ง คุณแม่ท่านอื่นๆ ลองนำเทคนิคนี้ไปใช้ดูนะคะ

             3. การสะท้อนความรู้สึกและแก้ปัญหาร่วมกัน (A process of no-lose problem solving) ใช้ในกรณีที่เด็กและผู้ใหญ่เป็
นเจ้าของปัญหาร่วมกัน โดยการอภิปรายปัญหาเสนอความคิดเห็นและเจรจาต่อรองจนกระทั่งทุกคนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาพบการแก้ปัญหาที่เป็นที่พึงพอใจ
ซึ่งกันและกัน การฟังเด็กและฟังความรู้สึกของเด็กอย่างเอาใจใส่เป็นการแสดงความเข้าใจและยอมรับปัญหาของเด็ก การให้โอกาสเด็กเข้ามามีส่วนร่วม
ในการแก้ปัญหาของชั้นเรียนเป็นการแสดงความเคารพต่อเด็ก ขอยกตัวอย่างการสะท้อนความรู้สึกและแก้ปัญหาร่วมกัน ดังนี้

            ขลุ่ยกำลังตกแต่งทรายที่เขาก่อขึ้นอย่างระมัดระวัง แคนเล่นรถขุดทรายอยู่ใกล้ๆโดยทำเสียงดังฉึกฉักๆแล่นไปรอบๆ กะบะทราย
และพยายามขุดทรายทั้งหมดไปที่ขอบกะบะทราย ขลุ่ยบ่นว่ารถขุดทรายทำให้ทรายที่เขาก่อไว้พังลงมา แม่สังเกตและเดินไปหา

            แม่พูดว่า “ ลูกจำสิ่งแรกที่เราจะต้องทำเพื่อแก้ปัญหาได้หรือไม่ ”
            ขลุ่ยและแคนตอบพร้อมกัน “ ระดมสมอง ”
            แคนเสนอความเห็นว่า “ แบ่งทรายเท่าๆ กัน ”
            ขลุ่ยเสนอว่า “ เรากำหนดรอบที่มาเล่นที่กะบะทราย ”
             แคนพูดต่อ “ เรามาสร้างกำแพงเมืองจีนกัน ”
            ขลุ่ยเสนอวิธีสุดท้าย “ ให้แคนเล่นทรายด้วยกรวยแทนรถขุดทราย ”

            แม่ให้เด็กช่วยกันประเมินแต่ละวิธี ขลุ่ยและแคนคิดว่าการแบ่งทรายเท่าๆ กันได้ทรายน้อยเกินไป ส่วนการผลัดกันเล่น ไม่มีใครต้องการเล่นเป็นคนที่สอง
และแคนไม่สนใจที่จะใช้กรวยเล่นทราย แต่ขลุ่ยและแคนสนใจการสร้างกำแพงเมืองจีนและสามารถเล่นร่วมกัน...

            กล่าวโดยสรุป การสื่อสารและปฏิบัติต่อกันระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน เป็นหลักสำคัญที่จะช่วยให้เด็กได้รู้จักตนเอง
รู้จักปัญหาของตนและแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง คุณพ่อ คุณแม่ และคุณครูจะไม่ลองใช้การสื่อสารกับเด็กๆ ด้วยวิธีการเช่นนี้บ้างหรือคะ