menu

 

 

การเห่เรือ เป็นกิจกรรมที่ควบคู่มากับการเดินทางทางน้ำ จำแนกได้

2 ประเภท คือ การเห่เรือในงานพระราชพิธี ที่เรียกว่า "การเห่เรือ

หลวง" และการเห่เรือสำหรับเที่ยวเตร่หรือในงาน พื้นบ้านที่เรียกว่า

"เห่เรือเล่น" ปัจจุบันการเห่เรือเล่น ลดความสำคัญลงไป คงมีแต่การ

เห่เรือหลวง ที่ดำรงอยู่และถือเป็นโบราณราชประเพณีที่ต้องรักษาไว้เป็น

มรดกของชาติสืบต่อไปที่มาของการเห่เรือนั้น ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด

แต่สันนิษฐานว่าเป็นประเพณีของชนชาติต่าง ๆ หลากหลายชน

ชาติที่มีเรือพายใช้ เช่น อินเดีย จีน ญวน เป็นต้น ลักษณะที่พลพาย

จะขับร้องในเวลาพายเรือเพื่อให้เกิดความรื่นเริงในการเดินทาง และ

ผ่อนคลายความเหนื่อยอ่อนลง

สำหรับการเห่เรือ ของไทยนั้น นอกจากจะให้ความรื่นเริง

แล้วยังเป็นการให้จังหวะเพื่อให้พลพายพายพร้อมกัน

โดยทำเป็นทำนองเห่เรือที่แตกต่างกัน 3 อย่าง ขึ้นอยู่กับ

ความต้องการให้พลพายพายช้าหรือเร็ว เช่น ในขณะ

เริ่มออกเรือขณะพายเรือตามน้ำ จะใช้ทำนอง ช้าลวะเห่

เมื่อเรือจวนถึงที่ประทับจะใช้ทำนอง สวะเห่ และถ้าต้องการ

ให้พายหนักจังหวะเร็วจะใช้ทำนองมูลเห่ สำหรับคนเห่

หรือที่เรียกว่าต้นบท ต้องเลือกคนที่มีเสียงดีและเสียงดัง

พอให้ได้ยินไปทั่วลำเรือ ส่วนบทเห่เรือนั้นนิยมประพันธ์เป็น

ร้อยกรอง หรืออาจอยู่ในรูปของกลอนสด และมีอยู่หลาย

สำนวนด้วยกัน ในสมัยโบราณจะใช้บทใด ไม่ได้กล่าวไว้

แต่เป็นที่รู้จักกันดีและเริ่มนำมาใช้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4

แห่งราชวงศ์จักรี ได้แก่ กาพย์ห่อโคลงของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์

ซึ่งนิพนธ์ไว้เมื่อตอนปลายกรุงศรีอยุธยา มี 2 เรื่อง เรื่องแรก

ขึ้นต้นว่า "พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย"

สันนิษฐานว่าทรงนิพนธ์สำหรับ เรือพระที่นั่งของพระองค์เอง

เวลาตามขบวนเสด็จ ฯ

 

ส่วนเรื่องที่ 2 เป็นเรื่องพระยาครุฑลักนางกากี ซึ่งแต่เดิม

คงใช้บทเห่เรือเรื่องนี้แต่เฉพาะเวลาทรงเรือประพาสที่ลับโดยลำพัง

นอกจากนี้ยังมีบทเห่เรือ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จ

พระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ที่รู้จักในนามของ

"กาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวาน" ซึ่งเข้าใจกันว่าทรงพระราชนิพนธ์

ในสมัยรัชกาลที่ 1 เพื่อชมสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชชนนี

ครั้งยังทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ ด้วยทรงแต่งเครื่องเสวย

ได้ไม่มีผู้ใดเสนอในสมัยนั้น ปัจจุบันแม้ว่าจะมีบทเห่เรือสำนวนใหม่ ๆ

เกิดขึ้น แต่บทเห่เรือเหล่านั้นก็อาศัย หลักเกณฑ์ และรูปแบบ

 

 

ที่มา www.navy.mi.th

back